ผู้เขียน หัวข้อ: กำหนดโอนเงินรถคันแรก  (อ่าน 1267 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ SYS-SUPPORT

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1910
  • เพศ: หญิง
  • เพราะเราคู่กัน
    • เค.เอช.ชี กรุ๊ป
กำหนดโอนเงินรถคันแรก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2013, 06:27:30 pm »
กรมสรรพสามิตกำหนดโอนเงินให้กับผู้ขอใช้สิทธิรถยนต์คันแรก

กรมสรรพสามิตกำหนดโอนเงินให้กับผู้ขอใช้สิทธิรถยนต์คันแรก รอบที่ 22/2557 ในวันที่ 29 ตุลาคม 2556

ด้วยความปรารถนาดีจากกรมสรรพสามิต ท่านที่ต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม ให้มายื่นภายใน 90 วัน นับถัดจากวันรับมอบรถยนต์ เพื่อให้ผู้ขอใช้สิทธิ์ฯจะไม่เสียสิทธิ์ฯ ในการได้รับเงินคืน ในการยื่นเอกสารเพิ่มเติม การแก้ไขเอกสาร และการยกเลิกคำขอใช้สิทธิ์ฯ ต้องไปยื่นที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/พื้นที่สาขาที่ยื่นไว้ครั้งแรก  ผู้ขอใช้สิทธิ์ฯ สามารถติดตามผลการสอบสิทธิ์ ได้โดยลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต https://firstcar.excise.go.th/

ที่มา  กรมสรรพสามิต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2014, 08:35:46 am โดย KHC-Staff »
Best regards,
SYSTEM SUPPORT
admin[at]khc-group.com

ออฟไลน์ SYS-SUPPORT

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1910
  • เพศ: หญิง
  • เพราะเราคู่กัน
    • เค.เอช.ชี กรุ๊ป
Re: กำหนดโอนเงินรถคันแรก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 15, 2014, 09:23:01 am »
กระทู้นี้ "กำหนดโอนเงินรถคันแรก" เป็นกระทู้ข่าว เกี่ยวกับยานยนต์ มีผู้อ่านสูงสุด 574ครั้ง
ลิงก์อ้างอิง http://khc-group.com/webboard/cars-news/t359/msg1348/?topicseen#msg1348
Best regards,
SYSTEM SUPPORT
admin[at]khc-group.com

ออฟไลน์ SYS-SUPPORT

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1910
  • เพศ: หญิง
  • เพราะเราคู่กัน
    • เค.เอช.ชี กรุ๊ป
Re: กำหนดโอนเงินรถคันแรก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 15, 2014, 09:37:12 am »
"รถคันแรก"จบไม่สวย
โดย ทวี มีเงิน

ปิดฉากแบบจบไม่สวยไปอีกหนึ่งประชานิยมสำหรับโครงการรถคันแรก ล่าสุดกรมสรรพสามิตเปิดเผยถึงยอดจองรถทั้งหมด 1,259,082 คัน ทิ้งใบจองราวๆ 1.2 แสนคัน เท่าที่รู้มาว่ามีทั้งทิ้งใบจอง บางรายทิ้งเงินมัดจำ และบางรายแจ้งว่าซื้อรถคันใหม่เพราะแคมเปญดีกว่า

ล่าสุด "สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์"รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตฯ บอกว่า ภาคเอกชนขอวิงวอนว่า ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคการเมืองใด หรือในการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต ขออย่าให้พรรคการเมืองนำโครงการดังกล่าวมาใช้หาเสียงเพื่อหวังคะแนนจากประชาชน เพราะผลที่เกิดขึ้นแม้กระทรวงการคลังสามารถจัดสรรงบประมาณมาจ่ายคืนภาษีรถยนต์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการได้ แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่า โครงการนี้ทำให้แผนการผลิตรถยนต์ผิดเพี้ยนไปจากปกติ เพราะก่อนหน้านี้บริษัทรถยนต์ก็เร่งผลิตรถยนต์คันแรกเพื่อส่งมอบให้กับเอเยนต์และผู้แทนจำหน่าย แต่เมื่อมีการทิ้งใบจองทำให้รถยนต์ 1.3 แสนคันไปตกค้างในสต๊อกที่โชว์รูม และบางโชว์รูมต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถเพิ่มขึ้นและเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนหันไปผลิตเพื่อส่งออก

เคยบอกตั้งแต่มีนโยบายใหม่ๆ ว่านโยบายนี้ไป "ล็อกกำลังซื้อในอนาคต"มาไว้ กลายเป็น "กำลังซื้อหลอก"จึงไม่แปลกใจที่ทันทีที่โครงการนี้จบยอดขายหล่นวูบทันที เมื่ออาทิตย์ก่อนได้ไปคุยกับเอเยนต์รถยนต์รายใหญ่บอกว่าทุกวันนี้โชว์รูมต่างๆ แทบไม่มีใครเข้ามาดูรถเลย ทำให้รถรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาพลอยขายไม่ออก

ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าค่ายรถยักษ์ใหญ่ 2-3 รายเปรยๆ ว่าอาจไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหากการเมืองในบ้านเรายืดเยื้อ แต่เท่าที่รู้เบื้องหลังจริงๆ ไม่ใช่เรื่องการเมืองทั้งหมดแต่เพราะโครงการรถคันแรกทำตลาดรถในเมืองไทยเต็มหมดแล้ว ความต้องการใหม่ๆ แทบไม่มี จึงต้องไปหาตลาดใหม่ที่ยังมีความต้องการสูง

ไม่ต้องพูดถึงเต็นท์รถมือสองของคนไทยเจ๊งไม่เป็นท่า หนี้ครัวเรือนพุ่ง ธุรกิจขนาดกลางและเล็กถูกกระทบ ประเทศเสียเงินซื้อน้ำมันมากขึ้น เรียกว่าจบไม่สวยเหมือนจำนำข้าวเป๊ะ


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น. 
ที่มา  ข่าวสดออนไลน์
Best regards,
SYSTEM SUPPORT
admin[at]khc-group.com

ออฟไลน์ SYS-SUPPORT

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1910
  • เพศ: หญิง
  • เพราะเราคู่กัน
    • เค.เอช.ชี กรุ๊ป
Re: กำหนดโอนเงินรถคันแรก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 15, 2014, 09:41:09 am »
ปิดประชานิยมรถคันแรก ทิ้งจองแสน-ยึดหมื่น ค่ายรถวอน “ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีก”

เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา หนึ่งในนโยบายประชาชนนิยมที่ ถูกจับตามองอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่กำลังเสื่อมสลาย หรือโครงการแท็บเล็ตนักเรียนที่เอกชนชิ่งหนี
       
       หนึ่งในนั้นคือประชานิยมที่เรียกว่าสุดหรูว่า“โครงการรถคันแรก”

       จากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าว ค่ายรถยนต์ประกาศยุติโครงการรถคันแรก หลังพบว่าลูกค้าทิ้งใบจองกว่า 100,000 คัน วอนอย่าใช้เป็นนโยบายการหาเสียงทางการเมืองอีก
       
       ข่าวระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. สรุปจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกจำนวนทั้งสิ้น 1.13 ล้านคัน และมียอดตกค้างจากการทิ้งใบจองกว่า 100,000 คัน โดยค่ายรถยนต์ต่างๆได้แจ้งขอยุติการเข้าร่วมโครงการกับภาครัฐ เนื่องจากก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ต่างเร่งกำลังการผลิตรถยนต์คันแรก เพื่อส่งมอบให้เอเย่นต์หรือผู้แทนจำหน่าย แต่เมื่อมีการทิ้งใบจอง ส่งผลให้รถยนต์ในโครงการ 130,000 คันไปตกค้างอยู่ในสต็อกของโชว์รูมรถยนต์ ในขณะที่บางโชว์รูมต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น รวมถึงเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนหันไปผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มมากขึ้น
       
       โดย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒน์พงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า กรณีได้รับแจ้งจากผู้ที่ถือใบจอง ทั้งการขอทิ้งใบจองและทิ้งเงินมัดจำ ขณะที่บางรายแจ้งว่าได้ซื้อรถยนต์รุ่นอื่นและยี่ห้อใหม่แล้วเพราะข้อเสนอที่ดีกว่าโครงการรถคันแรก ทำให้ไม่มีปัญหาการฟ้องร้องของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ
       
       ย้ำอีกที เป็นจำนวนของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรก ที่ล่าสุดมาขอรับรถยนต์จากผู้ผลิตรถยนต์ไปแล้วรวม 1.13 ล้านคัน และมียอดตกค้างราว 100,000 คัน
       
       “ภาคเอกชนขอวิงวอนว่า ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคการเมืองใด หรือในการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต ขออย่าให้พรรคการเมืองนำโครงการดังกล่าว มาใช้หาเสียงอีกเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน เพราะผลที่เกิดขึ้นแม้กระทรวงการคลังจะสามารถจัดสรรงบประมาณมาจ่ายคืนภาษีรถยนต์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการได้”
       
       แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่า โครงการนี้ทำให้แผนการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยผิดเพี้ยนไปจากปกติ เพราะก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ก็เร่งกำลังการผลิตรถยนต์คนแรกเพื่อส่งมอบให้เอเย่นต์หรือผู้แทนจำหน่าย แต่เมื่อมีการทิ้งใบจอง ได้ทำให้รถยนต์ในโครงการ 130,000 คัน ไปตกค้างในสต๊อกที่โชว์รูมรถยนต์ และบางโชว์รูมต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น และเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนเพื่อหันไปผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น
       
       ทั้งนี้ เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ในประเทศได้เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ สามารถผลิตรถยนต์เพื่อส่งมอบให้โชว์รูมทั่วประเทศได้รวม 100,000 คัน โดยในจำนวนนี้มาจากยอดใบจองจากงานมอเตอร์เอ็กซ์โปในช่วงเวลาดังกล่าว 41,000 คัน
       
        มีการยืนยันว่า ผลจากดีมานด์เทียมเริ่มแสดงตัวเป็นระยะๆตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้สิทธิเริ่มปฏิเสธการรับรถ หรือทิ้งใบจอง และสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นๆ ล่าสุดขึ้นไปถึง 144,610 ราย (ตัวเลขต้นปี 2556)
       
       ขณะที่ “นายสมชาย พูลสวัสดิ์” อธิบดีกรมสรรพสามิต สรุปว่า ปัจจุบันมีประชาชนที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกและได้ใช้สิทธิ์ โดยแบ่งออกเป็นได้รับรถยนต์ไปแล้ว 1,125,627 คัน ยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่มารับรถยนต์ 120,622 คัน ทำให้เกิดยอดคงค้างที่ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีคนมาใช้สิทธิ์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ กรมสรรพสามิตได้หารือกับผู้ประกอบการรถยนต์ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทรถยนต์ติดต่อสอบถามกับลูกค้าที่ถือใบจองเข้าร่วมโครงการว่า ยังมีความต้องการเข้าร่วมโครงการอีกหรือไม่ หากไม่เข้าร่วมโครงการก็จะตัดสิทธิ์ทันที”
       
       ส่วนกรณีที่มีความประสงค์จะร่วมโครงการต่อไป แต่ไม่ยอมมารับรถยนต์จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ได้หารือกับผู้ประกอบการว่า ควรผ่อนผันเรื่องระยะเวลา แต่ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะรับรถยนต์ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งประเด็นนี้ในใบจองของรถยนต์บางยี่ห้อบางรุ่น ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะรับรถได้ภายในกี่เดือน นับจากวันที่จองรถยนต์ แต่ก็ยอมรับว่ามีใบจองอยู่จำนวนหนึ่งไม่ได้ระบุระยะเวลารับรถยนต์ที่ชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ บริษัทรถยนต์ได้รับปากจะไปหารือกับลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
       
       ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตมีความต้องการที่จะปิดโครงการดังกล่าว หลังจากได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ต.ค.54 และได้ขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.55 เนื่องจากในช่วงปลายปี 54 ประเทศไทยประสบกับภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนชะลอเข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนหลายรายประสบปัญหาน้ำท่วมโรงงานจนไม่สามารถเปิดไลน์การผลิตได้

       หากประเมินจากตัวเลขยอดรถยนต์คงค้าง 120,622 คัน มั่นใจว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเพิ่มอีกประมาณ 20,000 คัน ทำให้ยอดคงค้างที่จองรถยนต์ไว้แต่ไม่มารับรถยนต์มีเหลืออยู่ประมาณ 100,000 คัน หรือไม่ถึง 10% จากยอดจองรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจึงไม่น่ามีผลกระทบต่อกระบวนการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
       
       สำหรับการคืนเงินภาษีสรรพสามิตจำนวนไม่เกิน 100,000 บาทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น ล่าสุดมีผู้ได้รับเงินไปแล้ว 845,983 ราย คิดเป็นเงิน 60,377 ล้านบาท โดยได้เบิกจ่ายเงินไปทั้งหมด 28 ครั้ง ทุกๆวันที่ 9 ของเดือน ส่วนเงื่อนไขที่สำคัญของโครงการรถยนต์คันแรกคือ ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป โดยเป็นรถยนต์ใหม่อัตรากำลังไม่เกิน 1,500 ซีซี ส่วนรถกระบะไม่กำหนดซีซี มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ห้ามเปลี่ยนมือภายใน 5 ปี และกำหนดระยะเวลาของมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.54 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.55
       
       โดยสรุปปี2555 ได้ปิดโครงการรถคันแรก ที่ 1.255 ล้านคัน โดยใช้งบกลางมา คืนภาษี กว่า 9.1 หมื่นล้านบาท
       ย้อนกลับไปดูข่าวเก่า ๆ ของโครงการรถยนต์คันแรก พบว่า เมื่อปี 2555หลังเริ่มโครงการไม่นาน “สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย” ได้ประเมินกันว่าจะมีการยกเลิกการใช้สิทธิ์ประมาณ 20-30% จึงอาจทำให้เหลือยอดผู้ใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรกจริงประมาณ 8-9 แสนคันเท่านั้น
       
       "ตอนนี้มีลูกค้าที่ได้รับเงินคืนตามสิทธิ์รถยนต์คันแรกไปแล้วและเป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ทำให้ต้องยึดรถ เพื่อนำออกประมูลขายทอดตลาดเกือบ 300 คัน"
       
       จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลข เฉพาะปี2555 ที่มีการยึดขึ้นไปแล้วกว่า 300 คัน ตอนนี้กรมสรรพสามิต กับสมาคมธุรกิจเช่าซื้อยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขของปี 2556 ที่อาจจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าเดิม เพราะรถล๊อกสุดท้ายจะออกมาวิ่งสู่ท้องถนนในปี 2557
       
       หรือย้อนกลับไปดูอีกเรื่องเมื่อปลายปี 2556 ในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “โครงการรถยนต์คันแรกกับการผิดสัญญาเช่าซื้อ” ที่มีผู้พิพากษาศาล และข้าราชการ นักกฎหมาย นักธุรกิจด้านรถยนต์ เข้าร่วมสัมมนา
       
       โดยเฉพาะตัวเลขจาก “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” ที่ระบุว่า มียอดผู้บริโภคขอกู้เงินไปผ่อนรถจำนวน ปัจจุบันมีมากถึง 67ล้านบัญชี เฉพาะปี 56 มีเข้ามาสูง 8 ล้านรายการบัญชี ดังนั้นการอนุมัติเงินกู้จึงต้องเข้มงวดมากขึ้นโดยมีการเรียกตรวจสอบถึง 1 ล้านรายการต่อเดือน โครงการรถคันแรกมีส่วนทำให้ยอดบัญชีมากขึ้นจนน่าสงสัยว่า จะเอาถนนที่ไหนวิ่ง เพราะหากเอาถนนทั้งหมดในกรุงเทพมาให้รถมาจอดเรียงกันก็จะได้เพียง 1.2 ล้านคันเท่านั้น ยังไม่นับรถที่จองยังไม่ไปรับ จนกังวลว่าโครงการรถคันแรกโตแบบก้าวกระโดด และหากผ่อนรถไม่ไหว 2 งวดติดกัน เจ้าหนี้จะต้องเรียกผู้ซื้อรถมาพบแน่ ที่สุดแล้วก็จะเกิดคดีเข้าสู่ศาล
       
       การเสวานาวันนั้น สรุปว่า การจองรถซื้อรถเป็นเรื่องของการแสดงเจตนาที่ผู้ซื้อมุ่งก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ขาย ปัญหาคือการขาดส่งค่างวด ปี55 มี ฟ้องกันแล้ว32คดี ศาลวิเคราะห์ปัญหาเช่าซื้อพบว่า แม้สัญญาเป็นเครื่องการแสดงเจตนาเท่าเทียมกันแต่ผู้บริโภคไม่มีใครกล้าขอเปลี่ยนแปลงสัญญาสำเร็จรูป เป็นเรื่องอำนาจการต่อรองที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งหากทำสัญญากันแล้วศาลจะไม่ยุ่ง ยกเว้นพบว่าเป็นสัญญาไม่เป็นธรรม และขัดต่อปัญหาความสงบสุขเอาเปรียบประชาชน ศาลจะแก้ไขให้ ตัวอย่างเช่น จองรถ 1 คัน ขาดส่งโดนฟ้อง ไฟแนนซ์ตั้งฟ้องมีคำขอท้ายฟ้อง เรียกรถที่ค้างคืน ค่าเช่าซื้อที่ค้างคืน ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถ ค่าติดตามทวงคืนรถ ค่าดอกเบี้ยที่ค้าง ซึ่งเป็นหนี้ซ้ำซ้อน ดังนั้นเมื่อซื้อรถ 1 คัน ราคา1ล้านบาท ผ่อนไป 3 แสนบาทแล้วขาดส่ง หนี้จะท่วมกลายเป็นรถคันละ1.5ล้านบาท ไฟแนนซ์ก็ตั้งฟ้องมา1.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ถ้าศาลพิพากษาไปตามที่โจทก์ฟ้องมาอย่างนี้ศาลก็กลายเป็นตรายางให้โจทก์
       
       “ศาลจะดูว่า ไม่ให้ไฟแนนซ์เสียหาย ไม่ให้ขาดทุน แต่ไฟแนนซ์จะต้องไม่เรียกซ้ำซ้อน ดอกเบี้ยศาลก็จะให้ตามกฎหมาย แต่หากลูกหนี้ไม่ผ่อนส่ง จึงจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ รวมถึงค่าเสื่อมราคา และชดเชยค่าเสียหายแก่ไฟแนนซ์ ศาลจะดูแลไม่ให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่คำพิพากษาไม่ใช่ทางออกสุดท้ายของข้อพิพาท แต่ศาลยังมีระบบระงับข้อพิพาทเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งด้วย“
       
       จะเห็นได้ว่า ผลกระทบจากโครงการรถคันแรกที่ถูกทิ้งใบจองนับแสนคัน ไม่ได้หยุดแค่ดีลเลอร์ที่ต้องแบกสต๊อกหลังแอ่นเท่านั้น แต่ยังกระทบไปยังต้นน้ำคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ด้วย กับสาเหตุที่ผู้ใช้สิทธิรถคันแรกจำนวนไม่น้อยลังเลว่าจะยกเลิก หรือไม่ยกเลิก เช่นเดียวกับเรื่องของการฟ้องร้องจากไฟแนนซ์กรณีส่งรถไม่ทันกำหนด
       
       วันนี้การที่ “เอกชน”ออกมาเรียกร้อง ถึงโครงการรถคันแรก โดยระบุชัดเจนว่า “ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล อย่าเอาโครงการนี้มาทำอีก เพราะจะทำให้ตลาดรถยนต์ในไทยเพี้ยน”
       
       เปรียบเหมือนว่า “ชาตินี้อย่าได้กลับมาเจอะเจอกันอีก”ประมาณนั้น



ที่มา ผู้จัดการรายวัน     
15 กุมภาพันธ์ 2557 05:35 น.
Best regards,
SYSTEM SUPPORT
admin[at]khc-group.com